ตัวช่วยการเข้าถึง

Skip to main content

เมื่อดวงตาดับแสง แต่ปัญญายังฉายส่อง บทเรียนจาก "กาลิเลโอ" ถึงผู้ที่กำลังอยู่ในความมืดมนของชีวิต

บางคนอาจกำลังมืดแปดด้านจากปัญหาหนี้สิน บางคนอาจมืดมนเพราะตกงาน หรือบางคนอาจรู้สึกว่าอนาคตช่างมืดมิดเพราะความเจ็บป่วยหรือความผิดหวังซ้ำซาก คุณอาจรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในห้องมืดที่หาทางออกไม่เจอ
ในวินาทีที่คุณรู้สึกท้อแท้จนอยากยอมแพ้ ขอให้นึกถึงกาลิเลโอ ชายชราตาบอดผู้ไม่ยอมหยุดค้นหาความจริงของจักรวาล
ความมืดทางกายภาพไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ แล้วเหตุใดความมืดในใจชั่วคราวนี้ถึงจะหยุดยั้งคุณได้?
• ถ้าคุณมองไม่เห็นทางออกด้วยตา จงใช้ปัญญาไตร่ตรอง
• ถ้าคุณทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ จงเรียนรู้ที่จะพึ่งพาและขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เหมือนที่กาลิเลโอพึ่งพาลูกศิษย์
• ถ้าประตูบานหนึ่งปิดตายลง จงเชื่อมั่นว่ายังมีหน้าต่างบานอื่นที่เปิดอยู่เสมอ
อย่าให้สถานการณ์ภายนอกมากำหนดคุณค่าภายในตัวคุณ แม้ในวันที่มืดที่สุด หากคุณยังรักษาไฟแห่งความหวังและสติปัญญาเอาไว้ได้ คุณก็จะสามารถค้นพบ "ดวงดาว" ของคุณได้เสมอ ไม่ว่าคุณจะมีดวงตาที่มองเห็นหรือไม่ก็ตาม
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกดวงใจที่กำลังต่อสู้ในความมืดครับ
เมื่อดวงตาดับแสง แต่ปัญญายังฉายส่อง บทเรียนจาก "กาลิเลโอ" ถึงผู้ที่กำลังอยู่ในความมืดมนของชีวิต
ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โลกวิทยาศาสตร์มักจะรำลึกถึงวันคล้ายวันเกิดของบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่" นามว่า กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei)
เมื่อกว่า 400 ปีก่อน กาลิเลโอคือผู้ที่หาญกล้าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่เขาพัฒนาขึ้นเอง เขาคือผู้ "เปิดเนตร" ให้มนุษยชาติได้เห็นภูเขาบนดวงจันทร์ เห็นบริวารของดาวพฤหัสบดี และพิสูจน์ว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล การค้นพบของเขาอาศัย "การมองเห็น" เป็นหัวใจสำคัญ
แต่มีแง่มุมหนึ่งในชีวิตของกาลิเลโอที่คนมักหลงลืม และเป็นแง่มุมที่ทรงพลังยิ่งกว่าการค้นพบดวงดาวเสียอีก...
ชะตากรรมเล่นตลกกับชายผู้ใช้ทั้งชีวิตจ้องมองแสงสว่าง ในช่วงบั้นปลายชีวิต ประมาณปี ค.ศ. 1638 (พ.ศ. 2181) เมื่อกาลิเลโออายุได้ 74 ปี โลกที่เคยสดใสผ่านเลนส์กล้องของเขาก็ค่อยๆ มืดดับลง เขา ตาบอดสนิท ทั้งสองข้าง (คาดว่าเกิดจากโรคต้อหินหรือต้อกระจก ประกอบกับการที่เขาใช้ดวงตาอย่างหนักในการสังเกตดวงอาทิตย์มาเป็นเวลานาน)
ลองจินตนาการถึงความเจ็บปวดของคนที่รักการมองเห็นท้องฟ้ายิ่งกว่าสิ่งใด แต่กลับต้องใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในความมืดมิด มันน่าจะเป็นจุดจบที่ทำให้คนคนหนึ่งหมดอาลัยตายอยากในชีวิตได้ง่ายๆ
แต่กาลิเลโอไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา
แม้ดวงตาเนื้อจะมืดบอด แต่ "ดวงตาแห่งปัญญา" ของเขากลับสว่างไสวอย่างถึงที่สุด ในช่วงเวลาที่มืดมนนั้น เขาไม่ได้หยุดคิด ไม่ได้หยุดทำงาน กาลิเลโอใช้สมองขบคิดทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการเคลื่อนที่และการกระจัด เขาใช้วิธี "บอกให้เขียน" โดยมีลูกศิษย์ผู้ภักดีคอยจดบันทึกความคิดของเขาแทน
ผลงานสำคัญเล่มสุดท้ายของเขา "Discourses and Mathematical Demonstrations Relating to Two New Sciences" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวิชาฟิสิกส์ในเวลาต่อมา ก็ถูกรวบรวมและตีพิมพ์สำเร็จในขณะที่เขาตาบอดสนิทแล้ว
เรื่องราวของกาลิเลโอคือหลักฐานชั้นยอดที่พิสูจน์ว่า "การมองเห็น (Sight)" กับ "วิสัยทัศน์ (Vision)" คือคนละเรื่องกัน คนเราอาจสูญเสียการมองเห็นทางกายภาพไปได้ แต่ตราบใดที่สมองยังคิด และหัวใจยังสู้ วิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จะไม่มีวันดับสูญ
เรื่องราวของกาลิเลโอ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนตาบอด แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคนที่กำลังเผชิญกับ "ความมืด" ในรูปแบบต่างๆ